มองย้อนหลัง บริษัท เอส เอ พี
เอส เอ พี ก่อตั้งในพ.ศ. 2515 โดยเพื่อนร่วมงานในบริษัท IBM ในขณะนั้น โดยมีผู้ร่วมก่อตั้งกันห้าคนคือ Dietmar Hopp, Hans-Werner Hector, Hasso Plattner, Klaus Tschira, และ Claus Wellenreuther ได้จัดตั้งบริษัทที่เมือง Mannheim ประเทศเยอรมันนี
 |
เอส เอ พี มาจากคำย่อในภาษาอังกฤษคือ Systems Applications and Products in data processing.
|
| ในการก่อตั้งครั้งแรก เอส เอ พี เองไม่สามารถที่จะมีระบบคอมพิวเตอร์ของตัวเองเนื่องจากในขณะนั้นราคาเครื่อง คอมพิวเตอร์แบบ Mainframe มีราคาที่สูงมาก การใช้งานคอมพิวเตอร์ในเวลานั้นต้องทำโดยการเขียนโปรแกรมโดยเจาะบัตร ดังนั้นผู้ก่อตั้ง เอส เอ พี จึงได้ขอเช่าระบบคอมพิวเตอร์จากบริษัท ICI เพื่อขอใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในเวลากลางคืน |

Dietmar Hopp
|
|

Hans-Werner Hector
|
ในช่วงเวลาดังกล่าวการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อเป็นเครื่องมือธุรกิจก็จะมีบ้างเช่น การทำ โปรแกรมเครื่องคิดเลข และพัฒนาเป็นการทำโปรแกรมด้าน Spreadsheet และ word processor ในเวลาต่อมา แต่ผู้ก่อตั้ง เอส เอ พี ตระหนักว่าน่าที่จะมีโปรแกรมสำเร็จรูปที่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจ |
| ในปี พ.ศ. 2516 หรือหนึ่งปีให้หลังจากการก่อตั้งบริษัท เอส เอ พี ได้ทำการพัฒนาโปรแกรมสำเร็จรูปที่สามารถทำงาน real-time ทางธุรกิจได้สำเร็จ โดยโปรแกรมสำเร็จรูปที่ทำสำเร็จในครั้งนั้นจะเป็นโปรแกรมทางด้าน financial accounting ซึ่งโปรแกรสำเร็จรูปชุดนี้ก็ได้กลายเป็นตัวจักรหลักที่สำคัญของ R/1 system R ใช้ในการให้ความหมายว่าเป็นโปรแกรม real-time ที่ย่อมาจาก Real-time data processing
|

Hasso Plattner
|
|

Klaus Tschira
|
ในปี พ.ศ. 2513 เอส เอ พี ได้พัฒนาโปรแกรมสำเร็จรูปด้วยเทคโนโลยี่ใหม่ให้สอดคล้องกับธุรกิจในขณะนั้น ในลักษณะธุรกิจที่ไม่เป็นองค์กรที่ซับซ้อนกลายเป็นองค์กรที่มีการบริหารงานที่ซับซ้อนขึ้นจนเป็นระดับ enterprise เอส เอ พี เองได้พัฒนาโปรแกรมสำเร็จรูปแบบ database and dialog control system ซึ่ง ต่อมาได้กลายเป็น R/2 โปรแกรมสำเร็จรูปชุดนี้ทำงานบนคอมพิวเตอร์เมนเฟรม และกลายเป็นแกนหลักของโปรแกรมสำเร็จรูปที่เป็น Enterprise Resource Planning (ERP) ที่ใช้ในบริษัทต่างๆอยู่หลายสิบปี |
| ในช่วงปี พ.ศ. 2523-2533 ถือว่าเป็นช่วงปีทองของ บริษัท เอส เอ พี ได้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและได้ย้ายสถานที่ทำงานใหม่ไปอยู่ที่ตึกที่หนึ่งในปัจจุบันที่ Walldorf โดยสถานที่ตั้งอยู่ใกล้กับเมือง Heidelberg ประเทศเยอรมันนี บริษัทกว่าห้าสิบบริษัทในประเทศเยอรมันนีได้ใช้ เอส เอ พี ในธุรกิจอาทิเช่น ICI, BASF, John Deere เป็นต้น ในระหว่างนี้การพัฒนา R/2 systems เริ่มมีการให้การสนับสนุนบริษัทที่เป็น Multinational company อาทิเช่น ภาษา ชนิดของเงินสกุลต่างๆ และข้อกฏหมายของแต่ละประเทศ เป็นต้น ในช่วงนี้เอง เอส เอ พี ก็มีการพัฒนาโปรแกรมสำเร็จรูปของ เอส เอ พี เองให้สามารถที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เหมาะสมเฉพาะแต่ละประเภทของธุรกิจตัวเองได้และสามารถที่จะรันได้บนฐานข้อมูลที่สำคัญในเวลานั้นเช่น Oracle, Informix, DB2 เป็นต้น นอกจากนี้ก็ให้สามารถรันบนระบบปฎิบัติการต่างๆได้เช่นกัน |
 |
| ในปี พ.ศ. 2528 บริษัท เอส เอ พี ได้เริ่มจัดตั้งฝ่ายขายนอกประเทศเยอรมันนีเป็นครั้งแรกในประเทศ ออสเตรีย มีรายได้กว่า 52 ล้านดอร์ลาร์สหรัฐ และเริ่มเปิดตัวในงานคอมพิวเตอร์สำคัญต่างๆทั่วโลก ต่อมาสาขาต่างๆก็เพิ่มมากขึ้นเช่น เดนมาร์กสวีเดน อิตาลี สหรัฐอเมริกา ไทย เป็นต้น |
 |
ในปี พ.ศ. 2531 SAP GmbH ได้กลายป็น SAP AG และเข้าสู่ตลาดหุ้นที่ Frankfurt และ Stuttgart
ในปี พ.ศ. 2533 รายได้กว่า 50% ของ เอส เอ พี เกิดจากการทำธุรกิจนอกประเทศเยอรมันนี ลูกค้าที่สำคัญคือ Shell Oil, Kodak, Proctor and Gamble เอส เอ พี เข้าสู่ตลาดหุ้นที่สหรัฐอเมริกา New York Stock Exchange SAP R/3 ก็ได้ถูกเปิดตัวในปีนี้เช่นกัน
SAP R/3 คือก้าวกระโดดของซอฟต์แวร์สำเร็จรูปในองค์ขนาดใหญ่เพราะเป็นการปฎิวัติทางความคิดและการปฎิบัติคือการเลิกใช้ระบบคอมพิวเตอร์เมนเฟรม การเขียนโปรแกรมเพื่อเข้าถึงข้อมูลในระบบฐานข้อมูล การใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป SAP R/3 ใช้เทคโนโลยี่ใหม่ที่เรียกว่า client/server architecture แนวความคิดใหม่นี้คือการใช้คอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่ายในการแบ่งงานกันทำเป็นช่วงๆไป application layer ขอข้อมูลจาก database layer และนำผลที่ได้มาแสดงให้กับ end-user ที่เครื่องพีซีที่เรียกว่า presentation layer ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้คนหนึ่งต้องการ report จากโปรแกรมของ เอส เอ พี เครื่องพีซีของผู้ใช้ก็จะทำการขอบริการไม่ว่าจะผ่านทางเครือข่ายหรือทางอินเตอร์เน็ตไปที่เครื่อง application server ที่มีโปรแกรม เอส เอ พี ติดตั้งอยู่ application server ก็จะทำการติดต่อกับ central instance เพื่อทำการขอข้อมูลมาจาก database server การแบ่งทำงานเป็นระดับๆแบบนี้สามารถทำให้ในแต่ระดับสามารถมีการปรับปรุงที่ดีขึ้นโดยที่ไม่กระทบกระเทือนในระดับอื่นๆ อาทิเช่น ถ้าต้องมีการขยายขนาดฐานข้อมูลก็ทำการขยายไปจะไม่มีผลกระทบต่อระดับอื่นๆคือ application layer และ presentation layer และการใช้สถาปัตยกรรมแบบ client/server นี้สามารถทำให้หารใช้งานแบบ web-based application เป็นจริงได้
เอส เอ พี มีแนวความคิดใหม่ที่เรียกว่า abstraction แนวคิดนี้คือวิธีการที่ซ่อนความซับซ้อนไว้เบื้องหลังโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องสนใจกับความยุ่งยากดังกล่าว นอกจากนี้ผุ้ที่ทำการ customize โปรแกรมของ เอส เอ พี ก็ไม่จำเป็นที่ต้องคิดถึงเทคโนโลยี่ที่เอส เอ พีใช้เช่นกัน เป็นหน้าที่ของเอส เอ พี ที่ช่วยให้เราสามารถได้รายงานที่เราต้องการเท่านั้นเป็นพอ เสมือนกับการเปิดโทรทัศน์เรามีหน้าที่ในการหาช่องที่มีความรู้หรือเพื่อการบันเทิงน้ำไม่เน่าเป็นพอ ไม่ต้องทราบว่าเค้าสร้างโทรทัศน์มาอย่างไร
เอาไว้แค่นี้ก่อนแล้วกันนะครับ ฉบับหน้าเป็นภาคต่อเนื่องกันไปคือ มองไปข้างหน้า บริษัท เอส เอ พี ครับ
ทีมงาน ไทย เอส เอ พี จะหาความรู้เกี่ยวข้องกับ เอส เอ พี มานำเสนออย่างสม่ำเสมอในรูปแบบของบทความทุกเดือน(ประมาณกลางเดือน) รวมทั้งข่าวคราวของ เอส เอ พี เพื่อให้ ไทย เอส เอ พี เป็นสื่อกลางของผู้ใช้ เอส เอ พี ในประเทศไทย
ใครมีบทความหรือความรู้ที่ต้องการจะแบ่งปันกันในไทย เอส เอ พี สามารถติดต่อหรือส่งข้อมูลมาได้ที่ webmasterThaisap@gmail.com ขอบพระคุณแทนผู้ใช้ ไทย เอส เอ พี ล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้ครับ
ด้วยความปราถนาดีจากทีมงาน ไทย เอส เอ พี